หลักการอบแห้ง-แปรรูป ผักและผลไม้
หลักการอบแห้งผักและผลไม้
มนุษย์รู้จักการถนอมอาหารโดยการทำแห้งด้วยการตากแดดเป็นเวลานานมาแล้ว และยังคงใช้วิธีนี้กันอย่างกว้าวขวาง แต่บางคราวภูมิอากาศไม่อำนวย มนุษย์เราจึงพยายามค้นหาวิธีการที่จะใช้ความร้อนจากแหล่งอื่นมาทำให้แห้ง เช่น การตากโดยอาศัยความร้อนจากการเผาฟืน ต่อมาจึงมีการสร้างห้องสำหรับการอบอาหารโดยเฉพาะ มีลมร้อนเป่าลงไปบนอาหาร และคิดพัฒนาวิธีการและเครื่องมืออื่นๆอีกมากมาย
การตากแห้งและการอบแห้ง
การตากแห้ง อาศัยแสงแดดเป็นแหล่งให้ความร้อนแก่อาหาร เพื่อให้น้ำระเหยออกจากอาหาร และอาศัยลมช่วยพัดพาไอน้ำออกไป วิธีนี้ต้องพึ่งพาธรรมชาติ ต้องการเนื้อที่ในการตากมากกว่าการอบแห้ง คุณภาพไม่แน่นอน ควบคุมคุณภาพได้ยาก คุณภาพของผักผลไม้ตากแห้ง ขึ้นอยู่กับลักษณะอากาศในระยะที่ตาก ผักผลไม้ตากแห้งมักเปรอะเปื้อนฝุ่นละอองและอาจมีแมลงและเชื้อจุลินทรีย์ปนเปื้อน ถ้าฝนตกอาจทำให้ผักผลไม้แห้งไม่ทันทีมีการเน่าเสียหรือเสื่อมคุภาพ
การอบแห้งอาศัยเครื่องจักรกลไม่ต้องพึ่งธรรมชาติให้ความร้อนจากแหล่งพลังงานอื่นๆ เช่น ไฟฟ้า หรือ การเผาไหม้ของเชื้อเพลิง เช่นกาซหุงต้ม, น้ำมันเชื้อเพลิง, วัสดุการเกษตรและฟืน โรงงานอุตสาหกรรมใช้ไอน้ำเป็นแหลงให้ความร้อน และมีเครื่องจักรสำหรับทำแห้งหลายแบบ สามารถเลือกใช้ให้เหมาะสมกับชนิดของอาหารที่จะทำให้แห้ง การอบแห้งใช้พื้นที่น้อยกว่าการตากแห้งสามารถควบคุมคุณภาพผลิตภัณฑ์ให้คงที่ และมีคุณภาพดีกว่าและสามารถควบคุมความสะอาดได้ดีกว่า แต่มีข้อเสียคือ ต้องการใช้จ่ายในการลงทุนซื้อตู้อบและค่าพลังงานในการดำเนินการอบมากกว่า การตากแห้ง อย่างไรก็ตามราคาของผลิตภัณฑ์อาจจะสูงกว่าการตากแดดและระยะเวลาในการอบแห้งจะสั้นกว่า และการอบแห้งได้เปรียบในช่วงที่มีฝนตกหรืออากาศชื้นไม่ค่อยมีแดด
การถนอมอาหารโดยวิธีการทำแห้งมีข้อได้เปรียบวิธีการถนอมอาหารวิธีอื่น คือ ผลิตภัณฑ์มีน้ำหนักเบากว่าอาหารสดหรือแช่แข็งหรือบรรจุกระป๋อง, ต้นทุนการผลิตถูกกว่า, ใช้แรงงาน, ภาชนะ บรรจุ และเครื่องจักรน้อยกว่า สามารถเก็บรักษาและขนส่งได้สะดวกไม่เปลื้องพื้นที่
การถนอมอาหารโดยการอบแห้ง อาศัยหักการหลายๆวิธีร่วมกันได้แก่ การลดปริมาณน้ำในอาหาร, การใช้สารเคมีป้องกันการเจริญเติบโตของจุลินทรีย์, การใช้ความร้อนหรือสารเคมีในการทำลายเอนไซม์ในอาหารเพื่อป้องกันการเกิดสีน้ำตาล และการใช้ภาชนะบรรจุในการป้องกันการปนเปื้อนของจุลินทรีย์ และป้องกันการเพิ่มความชื้นในผลิตภัณฑ์อาหาร นอกจากนี้การเลือกใช้ภาชนะบรรจุที่เหมาะสมยังช่วยคุ้มครองผลิตภัณฑ์และส่งเสริมการขายอีกด้วย
ความชื้น
ความชื้นคือปริมาณน้ำที่มีอยู่ในอาหาร การบอกค่าความชื้นจะบอกเป็นเปอร์เซ็นต์ของอัตราส่วนน้ำหนักน้ำที่มีในอาหาร กับน้ำหนักอาหาร วิธีหาความชื้นตามมาตรฐานของ AOAC ทำได้โดยชั่งน้ำหนักอาหาร แล้วนำไปอบ 100 องศาเซลเซียส ไล่น้ำออกจากอาหารจนน้ำหนักคงที่ คำนวณเปอร์เซ็นต์ความชื้นตามสูตร
เปอร์เซ็นความชื้น = ( น้ำหนักน้ำที่ระเหยไป / น้ำหนักอาหาร ) * 100
วิธีวิเคราะห์ความชื้นในผลไม้ ใช้วิธีอบในตู้สูญญากาศ ที่ความดันน้อยกว่า 100 มม. ปรอทอุณหภูมิ 70 องศาเซลเซียส
ความชื้นสมดุล
อาหารที่มีคุณสมบัติในการดูดและคายความชื้นให้กับบรรยากาศเมื่อนำอาหารวางสัมผัสกับอากาศ ถ้าความชื้นในอาหารมีแรงดันไอน้ำสูงกว่าอากาศ อาหารจะถ่ายเทความชื้นภายในตัวมันให้กับอากาศ ในทางตรงข้าม ถ้าอากาศมีแรงดันไอน้ำจะสูงกว่าอาหาร ความชื้นจากอากาศก็จะถ่ายเทให้กับอาหาร การถ่ายเทความชื้นจะดำเนินไปเรื่อยๆจยกระทั่งความดันไอน้ำทั้งสองมีค่าเท่ากัน ความชื้นที่อาหารมีอยู่ขณะนี้เรียกว่า ความชื้นสมดุล ส่วนอากาศที่มีความชื้นสัมพัทธ์สมดุล
ความชื้นสัมพัทธ์ของอากาศ
อากาศมีความชื้นอยู่เช่นเดียวกัน เราบอกความชื้นของอากาศเป็นความชื้นสัมพัทธ์ ซึ่งหมายถึง อัตราส่วนความดันไอน้ำในบรรยากาศกับความดันไอน้ำอิ่มตัวที่อุณหภูมิและความดันบรรยากาศเดียวกัน อากาศที่มีความชื้นสัมพัทธ์ต่ำ จะสามารถรับความชื้นจากอาหารได้มาก จึงนิยมใช้หลักการนี้ในการอบแห้งอาหาร โดยการอุ่นอากาศให้ร้อน หรือติดตั้งระบบดูดความชื้นจากอากาศ ทำให้อากาศมีความชื้นสัมพัทธ์ต่ำหรืออากาศแห้ง
หลักการอบแห้งอาหารโดยใช้ลมร้อน
อากาศโดยปกติจะมีอุณหภูมิ 30 องศาเซลเซียส มีความชื้นสัมพัทธ์ประมาณ 60-75 % เมื่อทำให้อากาศร้อนขึ้น ความชื้นสัมพัทธ์ของลมร้อนจะลดลงขึ้นอยู่กับอุณหภูมิของลมร้อน เช่น 60 องศาเซลเซียส ความชื้นสัมพัทธ์ของลมร้อนจะเป็น 15-25 % ซึ่งจะสามารถถ่ายเทความร้อนให้กับอาหารทำให้น้ำระเหยกลายเป็นไอ และลมจะพัดพาไอน้ำออกจากอาหาร ความชื้นในอาหารจะลดลงอย่างรวจเร็วในช่วงแรก ต่อจากนั้นจะลดลงช้าๆจนกระทั่งถึงจุดความชื้นสมดุลเนื่องจากผักและผลไม้มีความชื้นสูง 70-95 % ระยะเวลาในการอบแห้งจึงใช้เวลานาน การอบแห้งที่ถูกต้องจะต้องลดความชื้นอาหารมาให้ถึงระดับความชื้นที่ปลอดภัย ระดับความชื้นสูงสุดสำหรับอาหารอบแห้งที่สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมกำหนดแสดงในตารางที่1
ตารางที่ 1 ระดับความชื้นที่ปลอดภัยสูดสุดสำหรับอาหารอบแห้งบางชนิด
ผลไม้แห้ง 18%
ดอกเก๊กฮวยแห้ง 14%
เก๊กฮวยผงสำเร็จรูป 1.5%
ข้าวเกรียบกึ่งสำเร็จรูป 12%
ข้าวเกรียบสำเร็จรูป 3%
พริกแห้ง 13%
พริกป่น 11%
ชาใบ (ชาจีน) 7%
ชาผง (ชาฝรั่ง) 7%
ขิงแห้ง 12%
ขิงผงสำเร็จรูป 2.5%
กล้วยอบ 21%
กาแฟ 14%
กาแฟสำเร็จรูป 4.5%
กาแฟคั่ว 5%
เนื้อมะพร้าวอบแห้ง 3%
นมผง 5%
เมล็ดพริกไทย ชั้น1 12%
เมล็ดพริกไทย ชั้น2 14%
พริกไทยป่น 12%
เนื้อมะพร้าวแห้ง ชั้น1 5%
เนื้อมะพร้าวแห้ง ชั้น2 6%
เนื้อมะพร้าวแห้ง ชั้น3 7%
ลูกกวาด 3%
ปลาหยองปรุงรส 12%
ปลาหยองไม่ปรุงรส 10%
ปลาหมึกแห้งปรุงรส 28%
ปัจจัยที่เกี่ยวข้องในการอบแห้งอาหาร ปัจจัยทีมีผลต่อระยะเวลาอบแห้งอาหารได้แก่ การปฏิบัติก่อนอบแห้ง อุณหภูมิ และปริมาณลมที่ใช้
1. การปฏิบัติก่อนอบแห้ง
ผลไม้ส่วนใหญ่ ยกเว้นกล้วยและลำใย จะมีปริมาณของแข็งที่ละลายน้ำประมาณ 10-20 องศาบริกซ์ เมื่อนำไปอบแห้งจะมีความแข็งเหนียวไม่เหมาะต่อการบริโภค วิธีการหนึ่งที่ช่วยให้ผลไม้อบแห้งมีคุณภาพดีขึ้น คือการแช่อิ่มผลไม้ แล้วจึงนำไปอบแห้ง จะทำให้ผลไม้มีความนุ่ม หวานพอเหมาะ เนื้อสัมผัสไม่เหนียว ทำให้ผู้บริโภคยอมรับ การแช่อิ่มเป็นการถนอมอาหารโดยใช้น้ำตาล ทำให้ผลไม้ มีความชื้นลดลงก่อนอบแห้ง ทำให้ลดระยะเวลาการอบแห้ง วิธีทำคือ ต้มผลไม้นาน 10 นาที แล้วแช่ผลไม้ลงในน้ำเชื่อมที่มีความหวาน 30 องศาบริกซ์ เป็นเวลา 1 คืน แล้วเพิ่มความเข้มข้นของน้ำเชื่อมเป็น 40, 50, 60, องศาบริกซ์ ตามลำดับ จากนั้นจึงอบแห้งผลไม้แช่อิ่ม
ผักสีเขียวส่วนใหญ่ควรลวกในน้ำเกลือเดือดเข้มข้น 1 % พริกควรแช่ในสารละลายคลอรีนเพื่อฆ่าเชื้อโรคและแช่ในสารละลายโปตัสเซียมเมตาไบซัลไฟต์หรือนึ่งด้วยไอน้ำ เพื่อป้องกันการเกิดสีน้ำตาล การลวกหรือนึ่งจะช่วยลดระยะเวลาอบแห้ง
ขนาดชื้นอาหารรูปร่างของอาหารและปริมาณที่บรรจุใส่ถาดมีผลต่อเวลาในการอบแห้งเช่นเดียวกัน
2. อุณหภูมิลม
อุณหภูมิลมของอากาศมีผลต่อความชื้นสัมพัทธ์ของอากาศ ยิ่งอุณหภูมิสูงอากาศจะมีความชื้นสัมพัทธ์ต่ำลง ทำให้อัตราการอบแห้งอาหารสูงขึ้น แต่การให้อุณหภูมิสูงมีขีดจำกัดเนื่องจาก อุณหภูมิสูงเกินไป ทำให้ผลไม้มีสีดำ หรือสูญเสียกลิ่นและรสชาติเปลี่ยนไป อุณหภูมิที่ความใช้อบแห้งคือ 60 องศาเซลเซียส อาจใช้อุณหภูมิเช่น 80 องศาเซลเซียส ในช่วงเริ่มอบแห้งแล้วค่อยลดอุณหภูมิลงมาในช่วงต่อมา
3. ปริมาณลม
ลมที่พัดผ่านอาหารจะรับความชื้นจากอาหารทำให้อาหารแห้ง ถ้าปริมาณลมที่พัดผ่านมีมากขึ้น การรับความชื้นจะมากตามไปด้วย มีผลทำให้อัตราการลดความชื้นสูงขึ้น การใช้ปริมาณลมสูงมากและความชื้นสัมพัทธ์ต่ำอาจทำให้เกิดการแข็งตัวที่ผิวหน้าของอาหาร ทำให้การถ่ายเทความชื้นออก จากภายในชื้นอาหารเกิดขึ้นได้ยาก เพราะผิวหน้าแห้ง เป็นเสมือนกำแพงกันความชื้นออกจากอาหาร การใช้ปริมาณลมมากน้อยแค่ไหน ขึ้นอยู่กับชนิดของเครื่องอบแห้ง และค่าใช้จ่ายด้านพลังงานไฟฟ้าจะเพิ่มขึ้นตามปริมาณลมด้วย
การคำนวณหาน้ำหนักอาหารหลังลดความชื้น
ตัวอย่าง พริกแดงเมล็ดเล็กความชื้น 69% จำนวน 1 กิโลกรัม นำมาอบแห้งให้เหลือความชื้น 12% จะมีน้ำหนักเท่าไร
น้ำหนักหลังอบ
= น้ำหนักก่อนอบ * (100 – ความชื้นก่อนอบ / 100 – ความชื้นหลังอบ )
= 1 * ( 100 - 69 / 100 – 12 )
= 0.35 กิโลกรัม
: : Drier Machine : :
ผลิตในประเทศไทย โดย บริษัท เค.เอ็น.เอส.แมชชีน จำกัด.
Products of Thailand by K.N.S.Machine Co., LTD.
Catalog DI4012
Catalog DI4024
Catalog DI4140
Catalog DI4135
: : Download manual : : Fruit Drier manual หลักการอบแห้ง-แปรรูป ผักและผลไม้ (PDF)
: : Contacts US : :
สถาบันวิจัยเกษตรวิศวกรรม โทร. 0-2940-5582, 0-2579-0225, 0-2579-4497
ศูนย์ปฏิบัติการเกษตรวิศวรรม เขต 1 เชียงใหม่ โทร. 0-5324-8625
ศูนย์ปฏิบัติการเกษตรวิศวรรม เขต 2 นครสรรวค์ โทร. 0-5622-8598
ศูนย์ปฏิบัติการเกษตรวิศวรรม เขต 3 ปทุมธานี โทร. 0-2529-0711-2, 0-2529-4786
ศูนย์ปฏิบัติการเกษตรวิศวรรม เขต 4 พัทลุง โทร. 0-7461-1794
ศูนย์ปฏิบัติการเกษตรวิศวรรม เขต 5 ขอนแก่น โทร. 0-4326-1670, 0-4325-5038
บริษัท เค.เอ็น.เอส.แมชชีน จำกัด.
Products of Thailand by K.N.S.Machine Co., LTD.
34 ซอยลาดพร้าว 126 ถนนลาดพร้าว แขวงวังทองหลาง เขตวังทองหลาง กรุงเทพฯ 10310
34 Soi. Lardphrod 126 Rd. Vangtonglang Vangtonglang Bangkok 10310 Thailand
โทร/Tel: (+66) 02-934-1203-5
โทรสาร/Fax: (+66) 02-934-1206
http://www.ToolMartrAsia.com
ติดต่อบริษัท:
This email address is being protected from spam bots, you need Javascript enabled to view it
This email address is being protected from spam bots, you need Javascript enabled to view it